บทที่ 10 คิดหนัก
“ยอมแต่งงานง่ายๆแบบนี้มีแผนอะไรอยู่วะน้องชาย” คีรการเดินออกจากห้องอาหารไปที่รถพร้อมน้องชายเจ้าเล่ห์มากแผนการร้ายอย่างรู้ทัน
“ไม่มีอะไรนี่ คุณย่าอยากให้แต่งงานผมก็แต่เท่านั้นเองใครจะเหมือนพี่เก้าล่ะเอาผู้หญิงมาเป็นแฟนหลอกคุณย่า” คีรีภัทรว่าพี่ชายที่ร้ายกว่าเขา
“แกก็รู้ว่าชีวิตโสดหอมหวานจะ
ตายใครอยากจะแต่งงานกันเล่า แต่ก็ยินดีกับแกด้วยละกันที่เสียสละแต่งงานอยากได้อะไรเป็นของขวัญบอกพี่มาได้เลย” คนเป็นพี่พูดอย่างใจป้ำ
“จริงดิ”
“จริงสิวะ”
“Bugatti Chiron สักคนได้มั้ยล่ะค่อยคุ้มค่าที่ผมเสียสละหน่อย” คีรีภัทรบอกพี่ชายว่าอยากได้ไฮเปอร์คาร์เป็นของขวัญแต่งงาน
“เล่นใหญ่ไปป่ะไอ้น้อง” คนเป็นพี่สะดุ้งเพราะไฮเปอร์คาร์ที่น้องชายพูดถึงมันราคาร้อยยี่สิบล้าน
“ไม่ใจเลยพี่ชาย ไปดีกว่า”
“ยังไงก็พาน้องสะใภ้มาแนะนำให้รู้จักนะ พี่จะได้รับขวัญ หึหึๆๆ..” เสียงห้าวดังไล่หลังน้องชายแล้วส่ายหน้ามันว่าแต่เขาทั้งที่มันเจ้าเล่ห์มากกว่าเขาเยอะก่อนจะไปขึ้นรถแล้วขับตามกันออกไปจากบ้าน
คีรีภัทรขับรถออกไปจากบ้านก็ครุ่นคิดเรื่องที่เขาตกลงแต่งงานตามคำขอของย่าแล้วถอนหายใจและจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเจ้าสาวหน้าตาเป็นยังไงหวังว่าหน้าตาพอจะไปวัดไปวาได้นะ ก่อนจะบึ่งรถไปบริษัทให้ทันประชุมในเวลาเก้านาฬิกา
ภายในห้องอาหารก็เหลือสองศรีสะใภ้ที่อยู่บ้านเพราะทั้งสองหยุดทำงานแล้วเป็นแม่บ้านอย่างเดียวตั้งแต่พ่อสามีเสียชีวิตเพื่อช่วยกันดูแลแม่สามีและทั้งสองก็รักใคร่กันดี
“ไปไหว้หลวงพ่อขอฤกษ์ดีให้ตาคีย์กันดีกว่าแม่อาย แม่กรอง” คุณหญิงฉายฤดีพูดกับลูกสะใภ้ทั้งสอง
“คุณแม่แน่ใจแล้วเหรอคะที่จะให้ตาคีย์แต่งงาน” ดารกาถามย่าของลูกเพราะเธอรู้จักนิสัยลูกชายดีหากรับปากง่ายๆแบบนี้ต้องมีแผนอะไรสักอย่าง
“แน่ใจสิแม่อาย ว่าแต่แม่อายไม่รังเกียจหนูเอ๋ยใช่มั้ยลูก”
“ไม่ค่ะคุณแม่ แต่ตาคีย์รับปากง่ายเกินไปอายว่าต้องมีแผนการอะไรสักอย่างอายกลัวหนูเอ๋ยจะรับมือไม่ไหวมากกว่าค่ะ” เธอไม่ได้รังเกียจลิปการ์แต่กลัวหญิงสาวจะรับมือลูกชายจอมเจ้าเล่ห์เจ้าแผนการไม่ได้มากกว่า
“แม่รู้จักตาคีย์ดีเหมือนแม่อายนั่นแหละ หนูเอ๋ยไม่ได้อ่อนแอนะแม่อายแม่เชื่อว่าดูคนไม่ผิดหรอกจ้ะ” คุณหญิงพูดกับลูกสะใภ้ตอนนี้หลานชายคนรองอายุสามสิบเอ็ดปีแล้วยังลอยไปลอยมาถึงมีข่าวกับสาวๆก็บอกว่าเป็นเพื่อนกันทั้งนั้นถ้าหากมีแฟนท่าจะไม่ยุ่ง
“ค่ะคุณแม่” ในเมื่อแม่สามีคิดว่าดีเธอก็ว่าดีตามเพราะท่านมีแต่ความหวังดีกับลูกหลาน
“งั้นแม่อายกับแม่กรองไปเตรียมตัวเถอะลูก”
เมื่อลูกสะใภ้ทั้งสองออกไปแล้วคุณหญิงก็โทรหาเพื่อนรักเพื่อคุยเรื่องที่หลานๆของพวกเขาและตกลงกันว่าจะให้ทั้งสองแต่งงานกันและเธอกำลังจะไปหาฤกษ์แต่งงานให้ทั้งสอง
“มัมไม่เร็วไปเหรอฉาย ฉันยังไม่ได้คุยกับแม่เอ๋ยเลยนะ” คุณสิรามนถามเพื่อนที่บอกว่าจะไปหาฤกษ์แต่งงานให้หลานๆ
“ไม่เร็วหรอกมน ตาคีย์จะสามสิบเอ็ดแล้วหนูเอ๋ยก็จะยี่สิบห้าวัยกำลังดีมีลูกทันใช้เลยจ้ะ” คุณหญิงพูดอย่างมีความสุขที่จะเห็นลูกหลานมีครอบครัว
“งั้นเธอก็จัดการเถอะจ้ะ” คุณสิรามนก็อยากให้หลานสาวมีครอบครัวมีคนดูแลแม้จะไม่สนิทกับหลานชายของเพื่อนแต่ก็เคยเจอกันหลายครั้งนิสัยใจคอก็ใช้ได้แค่ใช้ผู้หญิงเปลืองไปหน่อยขอแค่หลานสาวของเธอเป็นเมียแต่งออกหน้าออกตาก็พอและหวังว่าความดีของหลานสาวจะเอาชนะใจหลานชายของเพื่อนได้
“เดี๋ยวได้ฤกษ์แต่งงานแล้วฉันจะโทรไปบอกเธอนะมน” คุณหญิงฉายฤดีบอกเพื่อนที่เห็นด้วยกับเธอ
“ได้จ้ะฉาย ฉันจะได้คุยกับแม่เอ๋ยด้วย”
ทั้งสองคุยกันเสร็จก็วางสายแล้วคุณหญิงก็เตรียมตัวไปไหว้พระและขอฤกษ์งามยามีดจากหลวงพ่อที่เคารพนับถือให้หลานชายกับว่าที่หลานสะใภ้ ส่วนคุณสิรามนก็คิดใคร่ครวญว่าจะคุยยังกับหลานสาวยังไงกับเรื่องนี้และมั่นใจได้เลยว่าลิปการ์ไม่ปฏิเสธหากออกจากปากของเธอและที่ไปก็หวังดีกับหลานสาว
“เป็นอะไรคะคุณมน” นางน้อมถือใบตองมาถาดใหญ่เพื่อจะทำข้าวต้มมัดไปทำบุญที่วัดวันพรุ่งนี้และลิปการ์ก็ถือถาดใส่ข้าวกล้วยที่เตรียมไว้ตามหลังยายมาวางถาดลงตรงหน้าย่าเพื่อช่วยกันทำข้าวต้มมัด
“คิดเรื่องแม่เอ๋ยน่ะ” คุณสิรามนพูแล้วมองหลานสาวอย่างเอ็นดู
“มีอะไรคะคุณย่า” ลิปการ์ถามย่าเมื่อท่านบอกว่าคิดเรื่องของเธอ
“ก็หลายเรื่องน่ะลูก แต่ที่ย่าห่วงที่สุดก็คู่ครองของเอ๋ยนั่นแหละ” คนเป็นย่าเกริ่นกับหลานสาวก่อนจะพูดเข้าเรื่องแต่งงาน
“คุณย่าไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ เอ๋ยบอกแล้วไงคะว่าจะไม่แต่งงานจะอยู่ดูแลคุณย่าตายายจนแก่เฒ่าเลยค่ะ” คนเป็นหลานยืนยันว่าจะไม่แต่งงาน
"ได้ยังไงลูก ย่าก็อยากมีเหลนเหมือนกันนะตอนนี้เอ๋ยเลิกคบกับพ่อวีเขาแล้วจริงๆใช่มั้ยลูก” คุณสิรามนถามหลานสาวอีกครั้งเพื่อจะได้ไม่ทำผิดต่อหลานสาวหากทั้งสองยังไม่เลิกกันจริง
“ค่ะคุณย่า เอ๋ยกับพี่วีเราตกลงจบกันด้วยดีและเป็นพี่เป็นน้องกันเหมือนเดิมค่ะ” เสียงหวานตอบย่าว่าจบกับอดีตแฟนที่คบกันมาสองปีกว่าไปเรียบร้อย
“งั้นดีเลยลูก ถ้าย่าจะให้เอ๋ยแต่งงานกับคนที่ย่าหาให้ เอ๋ยจะว่ายังไงลูก” คุณสิรามนถามหลานสาวทำให้ลิปการ์เงยหน้าขึ้นมองย่าและมองยาย
“คุณย่าจะให้เอ๋ยแต่งงานกับใครคะ” ลิปการ์ถามย่าเมื่อเห็นท่าทางจริงจังของท่าน
“ย่าจะให้เอ๋ยแต่งงานกับหลานชายของคุณย่าฉายน่ะลูก” คุณสิรามนตอบหลานสาวที่มองเธออย่างแปลกใจ
“หลานชายคุณย่าฉาย”
“ใช่ลูก หลานชายคนรองชื่อคีรีภัทรหรือตาคีย์ แม่เอ๋ยคงจำไม่ได้แล้วมั้งลูกครั้งสุดท้ายที่ตาคีย์มาบ้านเราก็ตอนงานศพปู่ของเอ๋ยไงลูก แต่พี่เขาก็มีข่าวออกสื่อบ่อยเหมือนกันลูก” คุณสิรามนพูดกับหลานสาวหลังตัดสินใจยกหลานสาวให้เป็นหลานสะใภ้ของคุณหญิงฉายฤดี
“แล้วเขารู้หรือเปล่าคะ ว่าเอ๋ยเป็นลูกของแม่อรเด็กในบ้านของคุณย่าและไม่มีพ่อด้วยค่ะ” ลิปการ์ถามย่าเพราะเธอเลิกกับแฟนก็เรื่องชาติกำเนิดของตัวเองที่ต่ำต้อยมีแม่เป็นลูกคนใช้ไม่สามารถเชิดหน้าชูตาในสังคมได้
“รู้ลูก แต่คุณหญิงฉายกับครอบครัวไม่ได้รังเกียจแม่เอ๋ยหรอกลูก” เรื่องนี้คุณสิรามนรับรองกับหลานสาวได้หากลูกสะใภ้รังเกียจหลานสาวของเธอก็เท่ากับรังเกียจแม่สามีนั่งเองและเธอก็รู้จักลูกสะใภ้ของเพื่อนที่นิสัยดีน่ารักต่างจากลูกสะใภ้ของเธอที่รังเกียจแม้กระทั่งแม่สามีตัวเองที่ไม่มีหน้าตาในสังคมเหมือนสมัยก่อน
“เอ๋ยแล้วแต่คุณย่าค่ะ” ในเมื่อย่าเป็นคนให้ชีวิตเธอได้เกิดมาหากท่านอยากให้แต่งงานกับคนที่ท่านเลือกให้เธอก็ไม่ปฏิเสธ
“ที่ย่าตัดสินใจแบบนี้ก็เพื่อความสุขของเอ๋ยนะลูก และย่าจะไม่ให้พ่อของเอ๋ยมายุ่งกับเรื่องแต่งงานของเอ๋ยนะลูก” คุณสิรามนบอกหลานสาวอย่างรู้ใจแม้อยากจะให้ลูกชายรับรู้ว่าลูกสาวมีครอบครัวแล้วแต่มันจะทำให้มีปัญหาเธอจัดการเรื่องนี้เอง
“ขอบคุณค่ะคุณย่า” ลิปการ์ขอบคุณย่าที่เข้าใจเธอว่าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพ่อ
“แม่น้อมคงไม่ว่าฉันเผด็จการใช่มั้ย” คุณสิรามนถามยายของหลานสาวที่นั่งฟังเงียบๆ
“ไม่ค่ะคุณมน ฉันรู้ว่าคุณมนหวังดีกับยัยเอ๋ย” นางน้อมตอบคุณสิรามนอย่างเข้าใจอย่างน้อยหลานสาวของเธอก็ได้แต่งงานออกหน้าออกตาไม่ใช่เมียเก็บหรือเป็นของเล่นลูกหลานเศรษฐี
“ขอบใจนะแม่น้อมที่เชื่อใจฉัน ส่วนเรื่องบ้านก็สบายใจกันได้เรายังอยู่ที่นี่กันเหมือนเดิมและจะเลิกทำสวนเพราะพวกเราแก่กันแล้วเรี่ยวแรงก็ไม่มีกันแล้ว แม่เอ๋ยก็ไปคิดมาลูกว่าอยากทำอะไรกับที่ดินผืนนี้” คุณสิรามนพูดกับหลานสาวเพราะท่านก็แก่แล้วจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนกัน แต่หลานสาวต้องมีอาชีพหาเลี้ยงตัวเองได้ถึงแม้จะมีสามีแต่เธอเชื่อว่าลิปการ์ไม่อยู่นิ่งแน่นอน
แล้วทั้งสามก็คุยกันไปและทำข้าวต้มมัดเพื่อไปทำบุญในวันพรุ่งนี้ซึ่งเป็นวันพระที่คุณสิรามนกับนางน้อมจะไปทุกวันพระใหญ่ เมื่อทำข้าวต้มมัดเสร็จแล้วลิปการ์ก็อาสาเอาไปนึ่งเพื่อให้ยายกับย่าได้พักผ่อนเพราะเธอไม่มีอะไรทำเมื่อเช้าก็เข้าไปดูสวนกับตาและคิดเหมือนย่าที่จะเลิกทำสวนเพราะผลไม้ทั้งหลายต้นมันก็แก่คนก็แก่เธออยากให้ตายายได้พักผ่อนก็คิดว่าถ้าทำโรงแรมรีสอร์ตก็ต้องใช้เงินเยอะถ้าเปิดร้านกาแฟก็ต้องไปเรียนทำกาแฟและขนมเพิ่มกว่าจะได้ขายก็ต้องใช้เวลาเหมือนกันจึงคิดไม่ตก
“เฮ้อ..”
“คิดอะไรอยู่ลูก” นายพยนต์เดินมาในครัวก็เห็นหลานสาวนั่งถอนหายใจ
“อุ้ยตา เอ๋ยตกใจหมดเลย”
“ขวัญอ่อนขนาดนั้นเชียวลูก ว่าแต่มานั่งถอนหายเล่นอย่างนี้มีเรื่องอะไรเหรอลูกหรือว่าคิดเรื่องนายวีนั่น” นายพยนต์ไม่พอใจที่ครอบครัวของวีระดูถูกหลานสาวของเขาว่าไม่คู่ควรกับตระกูลของพวกเค้าทั้งที่เด็กมันรักกันและวีระเองก็ไม่คิดจะสู้เพื่อคนรักถอดใจง่ายๆแต่ก็เป็นไรเดี๋ยวหลานสาวของเขาก็ต้องเจอคนที่ดีกว่าวีระแน่นอน
